parallax background

เบื้องหลังและสนามรบ

กำเนิดของภควัทคีตา

พระศรีกฤษณะทรงกล่าวภควัทคีตา ณ สนามรบกุรุเกษตร เมื่อ ปี 3102 ปีก่อน คริสตกาล ซึ่งเป็นเวลาก่อนพระโมเสส 1700 ปี, ก่อน พระพุทธเจ้า 2500 ปี, ก่อน พระเยซู 3000 ปี และก่อนพระมุฮัมหมัด 3800 ปี ดังนั้นจึงควรเข้าใจอย่างชัดเจนว่า ภควัทคีตานั้น ไม่ถูก รบกวนหรือดัดแปลงโดยศาสนาใด ๆ เพราะศาสนาเหล่านั้นยัง มิได้ถือ กำเนิดในช่วงเวลาดังกล่าว

ใครคือพระกฤษณะ?

พระกฤษณะ คือ พระนารายณ์ พระวิษณุ และพระวาสุเทพในองค์ เดียวกัน ในคัมภีร์นี้พระองค์ถูกเรียกด้วยพระนามต่าง ๆ ถึง 41 นาม เช่น อจยุตะ, โภควาน, โควินทะ, หริ, อีศวระ, มาธวะ, ปุรุษอุตตมะ, โยคีศวระ ฯลฯ พระกฤษณะในภควัทคีตา และในปุราณะทั้งหลาย ล้วนเป็นองค์เดียวกัน

ความสำคัญทางประวัติศาสตร์และการแปล

  • แปลเป็นอังกฤษครั้งแรกในปี ค.ศ. 1785 โดย Charles Wilkins
  • แปลเป็นภาษาละตินในปี 1823, เยอรมันใน 1826, ฝรั่งเศสใน 1846, กรีกใน 1848
  • ปัจจุบันถูกแปลแล้วในทุกภาษาสำคัญของโลก

ภควัทคีตานั้นมีเนื้อหาเฉพาะทางจิตวิญญาณอย่างลึกซึ้ง ซึ่งมิใช่คัมภีร์ประวัติศาสตร์เหมือนพระคัมภีร์ไบเบิล แต่เป็นคู่มือเพื่อการตื่นรู้ นอกจากนี้ คำว่า “นิพพาน” ที่ปรากฏในภควัทคีตานั้นก็มีรากฐานอยู่ในวรรณกรรมพระเวท มิใช่แนวคิดพุทธเพียงฝ่ายเดียว โดยในภควัทคีตา “นิพพาน” มักปรากฏร่วมกับคำว่า “พรหม” แปลว่า การหลอมรวมกับสัจธรรมสูงสุด

ภควัทคีตา อาจเข้าใจได้ว่าเป็นคำสอนที่คุรุถ่ายทอดแก่เชลา ผู้ซึ่งได้ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวแล้วที่จะวางมือจากความปรารถนาและความทะเยอทะยานทางโลกทั้งหมด หากแต่ยังคงเผชิญกับความหดหู่ลึก ๆ อันเกิดจากความว่างเปล่าที่ดูเหมือนจะห่อหุ้มการดำรงอยู่ของตนในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต

คัมภีร์เล่มนี้ประกอบด้วยบททั้งสิ้นสิบแปดบท ซึ่งเชื่อมโยงสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น แต่ละบทสะท้อนระยะหรือมิติหนึ่งของประสบการณ์ชีวิตมนุษย์ ผู้ศึกษาควรตระหนักถึงโครงสร้างนี้ในการอ่าน และพยายามค้นหาความสอดคล้องและความสัมพันธ์ภายในระหว่างบทต่าง ๆ

ผู้อ่านอาจพบถ้อยความที่ดูคล้ายการกล่าวซ้ำโดยไม่จำเป็น หากแต่การซ้ำดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของวิธีการที่ฤๅษีวยาสะตั้งใจใช้ เพื่อถ่ายทอดธรรมชาติและความจริงในหลายแง่มุม ผ่านมุมมองของสำนักปรัชญาต่าง ๆ ที่เคยเจริญรุ่งเรืองอยู่ในอินเดีย

ในส่วนของคำสอนทางศีลธรรมใน ภควัทคีตา มักมีผู้ที่ยังไม่ตระหนักถึงคุณค่าของการศึกษาศาสตร์เร้นลับ (occult) กล่าวอ้างว่า หากทุกคนดำเนินชีวิตตามแนวทางนี้ โลกย่อมจะหยุดนิ่ง และด้วยเหตุนี้คำสอนดังกล่าวจึงอาจเหมาะสมได้เพียงกับคนส่วนน้อย มิใช่กับมนุษย์ทั่วไป ทัศนะเช่นนี้หาได้ถูกต้องไม่

เป็นความจริงที่ว่ามนุษย์ส่วนใหญ่ยังไม่อาจละทิ้งหน้าที่ของตนในฐานะพลเมืองและสมาชิกของครอบครัวได้ ทว่าพระกฤษณะได้ทรงชี้แจงไว้อย่างชัดเจนว่า แม้หน้าที่เหล่านี้จะไม่อาจสอดคล้องกับชีวิตนักบวชผู้แยกตนอยู่ในป่า แต่ก็สามารถประสานเข้ากับการสละละทางจิตใจได้อย่างสมบูรณ์ และการสละละทางจิตใจนี้เองมีพลังในการก่อให้เกิดผลบนระนาบที่สูงกว่ามากกว่าการแยกกายออกจากโลกภายนอกเพียงอย่างเดียว

ว่าด้วยเรื่องคัมภีร์โบราณ

ภควัทคีตา เป็นคัมภีร์โบราณที่ถ่ายทอดคำสอนเกี่ยวกับปรัชญาชีวิตและจิตวิญญาณเนื้อหานี้ปรากฏในช่วงต้นของคัมภีร์มหาภารตะ (บรรพที่ 6) ซึ่งเป็นมหากาพย์ที่ว่าด้วยประวัติศาสตร์ความเป็นมาและการทำสงครามระหว่าง 2 ตระกูลผู้สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษ คนเดียวกันคือพระภรตแห่งจันทรวงศ์ 

ลูกพี่ลูกน้องทั้งสองฝ่ายนี้เป็นที่รู้จักกันในนาม ปาณฑพ (Pandavas) และ เการพ (Kauravas) ฝ่ายเการพมีจำนวนมากถึงหนึ่งร้อยคน ขณะที่ฝ่ายปาณฑพมีเพียงห้าพี่น้องเท่านั้น ด้วยความไม่ประสงค์จะแบ่งปันอาณาจักรกับญาติของตน เการพจึงวางอุบายเชิญปาณฑพเข้าแข่งขันการพนันด้วยการทอยลูกเต๋า และใช้กลโกงอันไม่สุจริตจนสามารถเอาชนะได้ จากนั้นจึงยึดครองอาณาจักรทั้งหมดไปเป็นของตน

ตามเงื่อนไขของการเดิมพัน ปาณฑพต้องออกไปใช้ชีวิตนอกอาณาจักรเป็นระยะเวลาหนึ่ง เมื่อครบกำหนด พวกเขากลับมาเพื่อทวงขอส่วนแบ่งอาณาจักรอันชอบธรรม เพื่อจะได้ปกครองและดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี ทว่าเการพกลับปฏิเสธที่จะทำตามข้อตกลง และถึงขั้นไม่ยอมมอบที่ดินแม้แต่เพียง ห้าหมู่บ้าน ให้แก่ปาณฑพเพื่อใช้ดำรงชีวิตอย่างสงบ

เมื่อเการพไม่ยอมอ่อนข้อแม้แต่น้อย ปาณฑพจึงไม่เหลือทางเลือกอื่น นอกจากประกาศสงครามเพื่อทวงคืนสิทธิอันพึงมีของตน ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้เอง พระผู้เป็นเจ้าในอวตารพระกฤษณะ ได้ประทานทางเลือกแก่ญาติทั้งสองฝ่าย ระหว่าง กองทัพของพระองค์ กับ พระองค์เอง โดยทรงย้ำอย่างชัดเจนว่าพระองค์จะไม่เข้าร่วมรบในสนามรบครั้งนี้

ฝ่ายเการพเลือกกองทัพของพระกฤษณะ เพราะเห็นว่าพระองค์จะไม่ลงมือสู้รบด้วยตนเอง ขณะที่ฝ่ายปาณฑพกลับพอใจอย่างยิ่ง เพียงได้มีพระกฤษณะอยู่เคียงข้าง พระกฤษณะจึงทรงรับบทบาทเป็น สารถีประจำรถศึกของอรชุน ซึ่งเป็นพี่น้องลำดับที่สามในบรรดาปาณฑพทั้งห้า และการจัดวางบทบาทเช่นนี้เอง ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของคำสอนอันลึกซึ้งแห่ง ภควัทคีตา

ฝ่ายเการพ นำโดย ทุรโยธน์

ฝ่ายปาณฑพ นำโดย ธรรมราชยุธิษฐิระ

   แม้ทั้ง 2 ฝ่ายจะมีสายเลือดเดียวกัน แต่เพราะความโลภและการแก่งแย่งชิงดี จึงเกิดการขัดแย้งอย่างรุนแรง นำไปสู่สงครามมหาภารตะ ที่ต่อสู้กันยาวนานถึง 18 วันฝ่ายปาณฑพได้รับชัยชนะ แต่ก็ต้องสูญเสียทั้งแม่ทัพและกองกำลังไปจำนวนมาก จนผลลัพธ์ของชัยชนะนั้นเต็ม ไปด้วยความสูญเสียและทุกข์ระทม

ในเชิงประวัติศาสตร์ การศึกครั้งยิ่งใหญ่นี้คือการต่อสู้ระหว่าง 2 ตระกูล แต่ในเชิงปรัชญา มันคือการต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ที่ the human spirit  ต้องเผชิญกับกิเลสตัณหาต่ำต้อยในกายภาพ  สำหรับบางคน อาจดูแปลกที่คำสอนเชิงปรัชญาอันลึกซึ้งยิ่งเช่นนี้ ถูกวางไว้ท่ามกลางฉากที่ดูไม่เหมาะสมเอาเสียเลย—บทสนทนาระหว่างอรชุนกับพระกฤษณะซึ่งกล่าวกันว่าเกิดขึ้นเพียงชั่วขณะก่อนที่การศึกอันดุเดือดจะปะทุขึ้น แต่เมื่อใดที่เราเริ่มเข้าใจมหาภารตะอย่างแท้จริง เมื่อนั้นเราจะเห็นได้ชัดว่า ไม่มีสถานที่ใดเหมาะสมไปกว่านี้อีกแล้วสำหรับการปรากฏของ ภควัทคีตา

   ภควัทคีตา ปรากฏขึ้นในช่วงเวลาสำคัญของสงคราม ณ สนามรบกุรุเกษตรเมื่อพระกฤษณะ ผู้เป็นสารถีของอรชุน ได้แสดงธรรมเพื่อขจัด ความลังเลสับสนในใจของอรชุนคำสอนเหล่านี้ได้กลายมาเป็นหัวใจของคัมภีร์ภควัทคีตา

parallax background

ภควัทคีตาโดยสรุป

การหลุดพ้นจากวัฏจักรการเวียนว่ายตายเกิด คือแก่นสำคัญของภควัทคีตา   เพื่อบรรลุเป้าหมายนั้น คัมภีร์นี้เสนอแนวทางจิตวิญญาณ 3 เส้นทาง ได้แก่

  1. กรรมโยคะ (Karma Yoga) — เส้นทางแห่งการกระทำ
  2. ญาณโยคะ (Gyana Yoga) — เส้นทางแห่งปัญญา
  3. ภักติโยคะ (Bhakti Yoga) — เส้นทางแห่งความศรัทธาและความรักต่อพระเจ้า

บทที่ 1

บทที่ 2

บทที่ 3

บทที่ 4

บทที่ 5

บทที่ 6

บทที่ 7

บทที่ 8

บทที่ 9

บทที่ 10

บทที่ 11

บทที่ 12

บทที่ 13

บทที่ 14

บทที่ 15

บทที่ 16

บทที่ 17

บทที่ 18